ผมชื่อบิ๊กต้าครับ ภาษาอังกฤษเขียนว่า Bigta สงสัยใช่มั้ยครับว่ามันแปลว่าอะไร Big แปลว่าใหญ่ ต้า ก็แปลว่าใหญ่ รวมกันเป็น ใหญ่ ๆ
ใคร ๆ ที่ได้ยินชื่อผมมีแต่ถามว่า ชื่อนี้ได้มายังไง แปลว่าอะไร เหมือนชื่อนี้มันประหลาดมากยังงั้นแหละ
เรื่องของเรื่องก็คือ ไอ้ตอนที่ผมเกิดเนี่ย บรรดาญาติ ๆ ก็มารุมล้อมกัน เพื่อที่จะตั้งชื่อให้ผม ผมเป็นลูกคนแรก อยากให้เป็นคนยิ่งใหญ่ ก็เลยตั้งชื่อให้ว่าบิ๊ก แต่ยังเห็นว่าชื่อมันสั้นไป แล้วก็มีพี่คนนึงบอกว่า อยากให้มี ต.เต่า อยู่ในชื่อด้วย ก็เลยเพิ่มคำว่า ต้า เข้ามาอีก (ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้หรอกครับว่า ต้า ในภาษาจีน แปลว่า ใหญ่) ก็เลยได้ชื่อผสม ๆ มาว่า บิ๊กต้า
ชื่อจริงผมชื่อ เสฏฐวุฒิ มาจากคำว่า เศรษฐี+วุฒิ แปลว่า ผู้ทรงความรู้
แต่ที่มันไม่ใช่ เศรษฐวุฒิ เพราะจำได้ว่าพ่อผมไม่อยากให้ชื่อมันธรรมดาเกินไป แล้วก็ไปเจอคำว่า เสฏฐวุฒิ จากที่ไหนซักแห่ง เลยเอามาตั้งเป็นชื่อผมนี่แหละ
ผมเกิดวันที่ 7 เมษา 2531 ครับ อายุตอนนี้ก็ 19 ปี กว่า ๆ ครับ เรียนอยู่ที่ ม.ขอนแก่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เรียนยากมาเลย
แต่ก็จะพยายามสู้ต่อไป ก่อนหน้านี้ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านกอก โรงเรียนที่บ้านผมแหละครับ เรียนตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 ก็เคยสร้างวีรกรรมเอาไม้มากมาย
เรียนซ้ำอนุบาล 1 กับอนุบาล 2 อยู่อย่างละ 2 ปีครับ เพราะเข้าเรียนก่อนเกณฑ์ ต่อมาก็มาเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญอุบล เรียนตั้งแต่ ม.1 - ม.6
ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมาเรียนวิศวะ เพราะผมเป็นคนที่อ่อนวิชาคำนวณมาก โดยเฉพาะเลข กับฟิสิกส์ แต่มีความรู้ด้านคอมค่อนข้างดีครับ โดยเฉพาะด้านกราฟฟิก แข่งทำเว็บก็ได้รางวัลบ่อยๆ ผมอยากเรียนอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับคอมครับ ตอนแรกนั้นตั้งเป้าไว้ว่าจะเข้าวิทยาการคอม มข. แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตก็เริ่มตอน ม.5 ปลาย ๆ เทอม 2 ครับ ตอนนั้นแบบไม่สนใจเรียนเลย วัน ๆ นั่งทำแต่โครงงานแข่ง NECTEC ผลก็คือความรู้ของ ม. ปลายที่ไม่ค่อยจะแน่น ก็ยิ่งไม่แน่นเข้าไปอีก
พอปิดเทอมเดือนมีนา ก็เลยได้มาติวที่ มข. ครับ พี่ที่ติวให้ก็จบจากวิศวะ มข. แกจบหลายปีแล้วครับ แต่ไม่ได้ทำงาน ทำอาชีพหลักคือสอนพิเศษ พี่แกก็ถามผมนะว่าอยากจะเรียนอะไร ผมก็บอกว่า อยากเรียนวิทยาการคอม แล้วพี่แกก็เลยถามว่า ไม่สนใจจะเรียนวิศวะเหรอ ผมก็บอกว่า ผมไม่เก่งวิชาคำนวณ คงเรียนไม่ไหวหรอก
พอขึ้น ม.6 ก็ยังตั้งเป้าว่าวิทยาการคอมอยู่ครับ แต่ผมก็พยายามทำเกรดของ ม.6 ให้มันดี ๆ เพราะเกรดของ ม.4 ม.5 นี่แบบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าเกรดไม่ดีมันจะสอบเข้าลำบาก ตอน ม.6 เป็นตอนที่ผมขยันเรียนสุด ๆ เลยครับ แถมกิจกรรมก็มากสุด ๆ เหมือนกัน แล้ววันเสาร์-อาทิตย์ก็ต้องไปเรียนพิเศษอีก ผมเรียนพิเศษวิชาสังคมกับภาษาอังกฤษ เพราะว่าพื้นฐานภาษาอังกฤษผมอยู่ในเกณฑ์ดี เลยอยากเก็บคะแนนตรงส่วนนี้ให้มากๆ จะได้ดึงพวกวิชาคำนวณขึ้น ส่วนวิชาสังคมนั้น ผมไม่ค่อยได้เรียนในห้องครับ เพราะอาทิตย์นึงเรียนอยู่ 2 คาบ แถมวันที่เรียนก็ตรงกับวันเรียน ร.ด. อีก เลยเรียนไม่ทันเพื่อน จะไปอ่านเองมันก็อ่านไม่เข้าใจ เลยต้องมาติวเอานี่แหละ มีอยู่วันนึง ตอนประมาณเดือนสิงหา ปีที่แล้ว ผมเรียนพิเศษภาษาอังกฤษเสร็จแล้ว ก็ออกมายืนรอรถ พอดีว่าอาจารย์สอนภาษาอังกฤษแกเดินมาจะเอามอเตอร์ไซค์ อาจารย์ก็เลยถามว่า ตั้งใจจะสอบเข้าคณะอะไร ผมก็บอกแบบเดิม วิทยาการคอมครับ แต่อาจารย์ก็บอกว่า ทำไมไม่เรียนวิศวะคอมล่ะ ในไทยน่ะวิศวะคอมจะได้งานดีกว่าวิทยาการคอมนะ แล้วมันจะได้อะไรหลาย ๆ อย่างนอกจากเรื่องคอม ประกอบอาชีพอย่างอื่นก็ได้ ผมก็ยังยืนยันตามเดิมครับว่าไม่เก่งคำนวณ แต่อาจารย์ก็บอกว่า ทำไมถึงไม่ลองพยายามดูล่ะ เวลายังมีเหลือ ทำไมไม่ลองทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าทำไม่ได้ดูบ้าง ก็คุยกันอยู่นานพอสมควรครับ อาจารย์ก็เล่าอะไรหลาย ๆ อย่างให้ฟัง ผมก็เลยคิดได้ว่า เอาวะ ลองดูก็ได้
ตอนนั้นน่าจะปลายเดือนสิงหาแล้ว ครับ ซึ่งถ้าผมจะสอบเข้าวิศวะ ก็ต้องสอบความถนัดทางวิศวกรรม ซึ่งมันต้องสอบเดือนดุลา มีเวลาอีกแค่ไม่ถึง 2 เดือน ผมตัดสินใจซื้อหนังสือรวมข้อสอบพื้นฐานวิศวะปีก่อนๆ มาลองอ่านลองทำโจทย์ดู ปรากฏว่า มึนครับ ไม่รู้เรื่อง ทำไม่ได้เลย เพราะพื้นฐานผมไม่แน่นแต่แรกอยู่แล้ว แถมวิชาคำนวณก็เข้าขั้นสาหัส (ผมเรียนสายวิทย์ แต่ความถนัดผมสายศิลป์ พวกไทย อังกฤษงี้ 4 ตลอด แต่คำนวณได้ 2 กับ 3) ก็เลย ไม่อ่านมันแล้วเล่มนั้น เริ่มอ่านฟิสิกส์+คณิต+เคมี ย้อนมาตั้งแต่เนื้อหา ม.4 เลยครับ แล้วก็หาแบบฝึกหัดมาทำ
ต้นเดือนตุลาคม ผมมาเข้าค่าย Nation Admission ที่มาม่ากับเครือ Nation จัดขึ้น เป็นการติว+สรุปเนื้อหา+เก็งส่วนที่จะออกข้อสอบ จัดอยู่ที่หอประชุมกาญนาภิเษก มข. ครับ จัดเป็นเวลา 7 วัน ผมก็มาติวมันทั้ง 7 วันเลยแหละ ก็ได้ความรู้กลับไปเยอะดีครับ
เหลือเวลาอีก 2 อาทิตย์ ก่อนสอบพื้นฐานวิศวะ ผมอ่านหนังสือแบบตาลีตาเหลือ
สุดท้ายก็อ่านได้แค่ครึ่งเล่ม+ที่เรียนของ ม.6 อีกนิดหน่อย พอไปสอบนี่แบบว่า ... โอ้ยยยย โคตรยากเลย ทำได้ไม่ถึงครึ่ง กามั่วๆ เกือบหมด 
หลังสอบเสร็จ ก็เป็นเซ็ง ๆ แล้วครับ เอาไงดีวะชีวิตกู
อีก 1 เดือน ประกาศคะแนนครับ ได้ 36 คะแนน!!!
... ก็ยังพอมีสิทธิ์ลุ้นอยู่วะ แล้วก็อ่านหนังสือต่อครับ เพราะอีก 1 เดือนก็จะเป็นการสอบโควตา มข. ครั้งนี้ผมเลือกลงวิศวะคอมครับ (ตัดสินใจแล้วว่าจะเรียนวิศวะคอม) แล้วก็ไปสอบ ข้อสอบทั้งยากทั้งง่ายครับ บางวิชานี่ข้อสอบออกง่ายมาก แต่กลับไม่ได้จำ คือมันแบบว่า ... ยังไงล่ะ คือตอนทำข้อสอบน่ะ อ่านโจทย์แล้วคำตอบมันลอยอยู่ในหัวเลยครับ ว่าข้อนี้ตอบยังงี้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะ แต่ก็เหมือนเป็นปุยเมฆลอยอยู่ในอากาศครับ จับคว้ามาไม่ได้ ใครเคยเป็นแบบผมน่าจะรู้ดี ว่าความรู้สึกมันเป็นยังไง
ผลสอบออกมา ... ไม่ติดครับ
เศร้าเลย แต่ก็ไม่เป็นไร ยังเหลือ Admission อยู่อีกรอบ ยังพอแก้ตัวได้
ขอสารภาพก่อนว่า หลังจากสอบโควตา มข. แล้ว ผมไม่ได้อ่านหนังสือสอบเป็นเดือนเลยครับ
ทั้งเล่นทั้งกิจกรรม ปล่อยตัวมาก ก็พึ่งจะมาขยันเอาอีกทีตอนเกือบ ๆ จะสิ้นปี (น้อง ๆ ที่เข้ามาอ่าน อย่าเอาอย่างเน้อ...) แล้วก็มาอ่านแบบเอาเป็นเอาตายเลยนะทีนี้ ไม่หลับไม่นอน
สอบ Admission ผมไม่ได้อ่านวิชาชีวะเลยครับ เพราะผมอ่อนชีวะ มากกกกกกกก อ่านยังไงมันก็ไม่เข้าหัวอ่ะ เลยทิ้งมันเลย อ่านพวกฟิสิกส์ คณิต เคมี ดูจะได้คะแนนเยอะกว่า
สอบ O-Net ข้อสอบค่อนข้างง่ายครับ ผมได้เกือบ 60+ ทุกวิชา ยกเว้นคณิต
ส่วน A-Net นี่ แทบสลบ ยากโคตร โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ไม่นึกไม่ฝันว่ามันจะกล้าเอาของแบบนี้มาออกข้อสอบ
คะแนน A-Net ผมก็ถือว่าดีครับ เกินมีนอยู่
ผมลงคณะวิศวะคอมเป็น อันดับ 1 เลยครับ อันดับ 2 เป็นวิทยาการคอม อันดับ 3 วิศวะทั่วไป ส่วนอันดับ 4 เป็นมนุษย์-อังกฤษ ลง มข. ทั้งหมด เพราะผมอยากเรียนที่ มข. แล้วประกาศผล ก็ติดวิศวะคอมครับ ดีใจโคตรๆๆ
ก็ประมาณนี้อ่ะครับ ชีวิตผม ยังมีเรื่องให้เล่าอีกเยอะครับ เอาไว้มาติดตามกันต่อ
ปล. อ่านแล้วเมนท์ให้ด้วยนะครับ
ใคร ๆ ที่ได้ยินชื่อผมมีแต่ถามว่า ชื่อนี้ได้มายังไง แปลว่าอะไร เหมือนชื่อนี้มันประหลาดมากยังงั้นแหละ
เรื่องของเรื่องก็คือ ไอ้ตอนที่ผมเกิดเนี่ย บรรดาญาติ ๆ ก็มารุมล้อมกัน เพื่อที่จะตั้งชื่อให้ผม ผมเป็นลูกคนแรก อยากให้เป็นคนยิ่งใหญ่ ก็เลยตั้งชื่อให้ว่าบิ๊ก แต่ยังเห็นว่าชื่อมันสั้นไป แล้วก็มีพี่คนนึงบอกว่า อยากให้มี ต.เต่า อยู่ในชื่อด้วย ก็เลยเพิ่มคำว่า ต้า เข้ามาอีก (ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้หรอกครับว่า ต้า ในภาษาจีน แปลว่า ใหญ่) ก็เลยได้ชื่อผสม ๆ มาว่า บิ๊กต้าชื่อจริงผมชื่อ เสฏฐวุฒิ มาจากคำว่า เศรษฐี+วุฒิ แปลว่า ผู้ทรงความรู้
แต่ที่มันไม่ใช่ เศรษฐวุฒิ เพราะจำได้ว่าพ่อผมไม่อยากให้ชื่อมันธรรมดาเกินไป แล้วก็ไปเจอคำว่า เสฏฐวุฒิ จากที่ไหนซักแห่ง เลยเอามาตั้งเป็นชื่อผมนี่แหละผมเกิดวันที่ 7 เมษา 2531 ครับ อายุตอนนี้ก็ 19 ปี กว่า ๆ ครับ เรียนอยู่ที่ ม.ขอนแก่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เรียนยากมาเลย
แต่ก็จะพยายามสู้ต่อไป ก่อนหน้านี้ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านกอก โรงเรียนที่บ้านผมแหละครับ เรียนตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 ก็เคยสร้างวีรกรรมเอาไม้มากมาย
เรียนซ้ำอนุบาล 1 กับอนุบาล 2 อยู่อย่างละ 2 ปีครับ เพราะเข้าเรียนก่อนเกณฑ์ ต่อมาก็มาเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญอุบล เรียนตั้งแต่ ม.1 - ม.6ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมาเรียนวิศวะ เพราะผมเป็นคนที่อ่อนวิชาคำนวณมาก โดยเฉพาะเลข กับฟิสิกส์ แต่มีความรู้ด้านคอมค่อนข้างดีครับ โดยเฉพาะด้านกราฟฟิก แข่งทำเว็บก็ได้รางวัลบ่อยๆ ผมอยากเรียนอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับคอมครับ ตอนแรกนั้นตั้งเป้าไว้ว่าจะเข้าวิทยาการคอม มข. แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตก็เริ่มตอน ม.5 ปลาย ๆ เทอม 2 ครับ ตอนนั้นแบบไม่สนใจเรียนเลย วัน ๆ นั่งทำแต่โครงงานแข่ง NECTEC ผลก็คือความรู้ของ ม. ปลายที่ไม่ค่อยจะแน่น ก็ยิ่งไม่แน่นเข้าไปอีก
พอปิดเทอมเดือนมีนา ก็เลยได้มาติวที่ มข. ครับ พี่ที่ติวให้ก็จบจากวิศวะ มข. แกจบหลายปีแล้วครับ แต่ไม่ได้ทำงาน ทำอาชีพหลักคือสอนพิเศษ พี่แกก็ถามผมนะว่าอยากจะเรียนอะไร ผมก็บอกว่า อยากเรียนวิทยาการคอม แล้วพี่แกก็เลยถามว่า ไม่สนใจจะเรียนวิศวะเหรอ ผมก็บอกว่า ผมไม่เก่งวิชาคำนวณ คงเรียนไม่ไหวหรอกพอขึ้น ม.6 ก็ยังตั้งเป้าว่าวิทยาการคอมอยู่ครับ แต่ผมก็พยายามทำเกรดของ ม.6 ให้มันดี ๆ เพราะเกรดของ ม.4 ม.5 นี่แบบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าเกรดไม่ดีมันจะสอบเข้าลำบาก ตอน ม.6 เป็นตอนที่ผมขยันเรียนสุด ๆ เลยครับ แถมกิจกรรมก็มากสุด ๆ เหมือนกัน แล้ววันเสาร์-อาทิตย์ก็ต้องไปเรียนพิเศษอีก ผมเรียนพิเศษวิชาสังคมกับภาษาอังกฤษ เพราะว่าพื้นฐานภาษาอังกฤษผมอยู่ในเกณฑ์ดี เลยอยากเก็บคะแนนตรงส่วนนี้ให้มากๆ จะได้ดึงพวกวิชาคำนวณขึ้น ส่วนวิชาสังคมนั้น ผมไม่ค่อยได้เรียนในห้องครับ เพราะอาทิตย์นึงเรียนอยู่ 2 คาบ แถมวันที่เรียนก็ตรงกับวันเรียน ร.ด. อีก เลยเรียนไม่ทันเพื่อน จะไปอ่านเองมันก็อ่านไม่เข้าใจ เลยต้องมาติวเอานี่แหละ มีอยู่วันนึง ตอนประมาณเดือนสิงหา ปีที่แล้ว ผมเรียนพิเศษภาษาอังกฤษเสร็จแล้ว ก็ออกมายืนรอรถ พอดีว่าอาจารย์สอนภาษาอังกฤษแกเดินมาจะเอามอเตอร์ไซค์ อาจารย์ก็เลยถามว่า ตั้งใจจะสอบเข้าคณะอะไร ผมก็บอกแบบเดิม วิทยาการคอมครับ แต่อาจารย์ก็บอกว่า ทำไมไม่เรียนวิศวะคอมล่ะ ในไทยน่ะวิศวะคอมจะได้งานดีกว่าวิทยาการคอมนะ แล้วมันจะได้อะไรหลาย ๆ อย่างนอกจากเรื่องคอม ประกอบอาชีพอย่างอื่นก็ได้ ผมก็ยังยืนยันตามเดิมครับว่าไม่เก่งคำนวณ แต่อาจารย์ก็บอกว่า ทำไมถึงไม่ลองพยายามดูล่ะ เวลายังมีเหลือ ทำไมไม่ลองทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าทำไม่ได้ดูบ้าง ก็คุยกันอยู่นานพอสมควรครับ อาจารย์ก็เล่าอะไรหลาย ๆ อย่างให้ฟัง ผมก็เลยคิดได้ว่า เอาวะ ลองดูก็ได้
ตอนนั้นน่าจะปลายเดือนสิงหาแล้ว ครับ ซึ่งถ้าผมจะสอบเข้าวิศวะ ก็ต้องสอบความถนัดทางวิศวกรรม ซึ่งมันต้องสอบเดือนดุลา มีเวลาอีกแค่ไม่ถึง 2 เดือน ผมตัดสินใจซื้อหนังสือรวมข้อสอบพื้นฐานวิศวะปีก่อนๆ มาลองอ่านลองทำโจทย์ดู ปรากฏว่า มึนครับ ไม่รู้เรื่อง ทำไม่ได้เลย เพราะพื้นฐานผมไม่แน่นแต่แรกอยู่แล้ว แถมวิชาคำนวณก็เข้าขั้นสาหัส (ผมเรียนสายวิทย์ แต่ความถนัดผมสายศิลป์ พวกไทย อังกฤษงี้ 4 ตลอด แต่คำนวณได้ 2 กับ 3) ก็เลย ไม่อ่านมันแล้วเล่มนั้น เริ่มอ่านฟิสิกส์+คณิต+เคมี ย้อนมาตั้งแต่เนื้อหา ม.4 เลยครับ แล้วก็หาแบบฝึกหัดมาทำ
ต้นเดือนตุลาคม ผมมาเข้าค่าย Nation Admission ที่มาม่ากับเครือ Nation จัดขึ้น เป็นการติว+สรุปเนื้อหา+เก็งส่วนที่จะออกข้อสอบ จัดอยู่ที่หอประชุมกาญนาภิเษก มข. ครับ จัดเป็นเวลา 7 วัน ผมก็มาติวมันทั้ง 7 วันเลยแหละ ก็ได้ความรู้กลับไปเยอะดีครับ
เหลือเวลาอีก 2 อาทิตย์ ก่อนสอบพื้นฐานวิศวะ ผมอ่านหนังสือแบบตาลีตาเหลือ
สุดท้ายก็อ่านได้แค่ครึ่งเล่ม+ที่เรียนของ ม.6 อีกนิดหน่อย พอไปสอบนี่แบบว่า ... โอ้ยยยย โคตรยากเลย ทำได้ไม่ถึงครึ่ง กามั่วๆ เกือบหมด 
หลังสอบเสร็จ ก็เป็นเซ็ง ๆ แล้วครับ เอาไงดีวะชีวิตกู
อีก 1 เดือน ประกาศคะแนนครับ ได้ 36 คะแนน!!!... ก็ยังพอมีสิทธิ์ลุ้นอยู่วะ แล้วก็อ่านหนังสือต่อครับ เพราะอีก 1 เดือนก็จะเป็นการสอบโควตา มข. ครั้งนี้ผมเลือกลงวิศวะคอมครับ (ตัดสินใจแล้วว่าจะเรียนวิศวะคอม) แล้วก็ไปสอบ ข้อสอบทั้งยากทั้งง่ายครับ บางวิชานี่ข้อสอบออกง่ายมาก แต่กลับไม่ได้จำ คือมันแบบว่า ... ยังไงล่ะ คือตอนทำข้อสอบน่ะ อ่านโจทย์แล้วคำตอบมันลอยอยู่ในหัวเลยครับ ว่าข้อนี้ตอบยังงี้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะ แต่ก็เหมือนเป็นปุยเมฆลอยอยู่ในอากาศครับ จับคว้ามาไม่ได้ ใครเคยเป็นแบบผมน่าจะรู้ดี ว่าความรู้สึกมันเป็นยังไง
ผลสอบออกมา ... ไม่ติดครับ
เศร้าเลย แต่ก็ไม่เป็นไร ยังเหลือ Admission อยู่อีกรอบ ยังพอแก้ตัวได้ขอสารภาพก่อนว่า หลังจากสอบโควตา มข. แล้ว ผมไม่ได้อ่านหนังสือสอบเป็นเดือนเลยครับ
ทั้งเล่นทั้งกิจกรรม ปล่อยตัวมาก ก็พึ่งจะมาขยันเอาอีกทีตอนเกือบ ๆ จะสิ้นปี (น้อง ๆ ที่เข้ามาอ่าน อย่าเอาอย่างเน้อ...) แล้วก็มาอ่านแบบเอาเป็นเอาตายเลยนะทีนี้ ไม่หลับไม่นอนสอบ Admission ผมไม่ได้อ่านวิชาชีวะเลยครับ เพราะผมอ่อนชีวะ มากกกกกกกก อ่านยังไงมันก็ไม่เข้าหัวอ่ะ เลยทิ้งมันเลย อ่านพวกฟิสิกส์ คณิต เคมี ดูจะได้คะแนนเยอะกว่า
สอบ O-Net ข้อสอบค่อนข้างง่ายครับ ผมได้เกือบ 60+ ทุกวิชา ยกเว้นคณิต
ส่วน A-Net นี่ แทบสลบ ยากโคตร โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ไม่นึกไม่ฝันว่ามันจะกล้าเอาของแบบนี้มาออกข้อสอบ
คะแนน A-Net ผมก็ถือว่าดีครับ เกินมีนอยู่ผมลงคณะวิศวะคอมเป็น อันดับ 1 เลยครับ อันดับ 2 เป็นวิทยาการคอม อันดับ 3 วิศวะทั่วไป ส่วนอันดับ 4 เป็นมนุษย์-อังกฤษ ลง มข. ทั้งหมด เพราะผมอยากเรียนที่ มข. แล้วประกาศผล ก็ติดวิศวะคอมครับ ดีใจโคตรๆๆ

ก็ประมาณนี้อ่ะครับ ชีวิตผม ยังมีเรื่องให้เล่าอีกเยอะครับ เอาไว้มาติดตามกันต่อ
ปล. อ่านแล้วเมนท์ให้ด้วยนะครับ